การตัดภพตัดชาติ แบบสั้นกระชับที่สุด คือ การยอมรับตามความเป็นจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายนอกและภายใน ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น จากสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจ หรือสร้างความยินดีพอใจอย่างสุดซึ้งแค่ไหนก็ตาม
แม้กระทั่งเกิดเหตุการณ์ใดๆ ก็ตาม ที่เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกยินดียินร้ายเพียงยอมรับตามความเป็นจริงต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
รู้สึกอะไรยังไง รู้ไปตามนั้น แต่อย่าก่อการกระทำออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึั้นทั้งภายในและภายนอก ล้วนมีแต่ความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เกิดขึ้นเพราะมีเหตุ ตั้งอยู่ ได้แก่ขณะที่กำลังเกิดขึ้น หากมีความยินดี ยินร้ายในสิ่งเกิดขึ้น สุข ทุกข์ย่อมเกิด ความยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุปัจจัยที่มีอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น
รู้สึกอะไรยังไง รู้ไปตามนั้น แต่อย่าก่อการกระทำออกไปตามความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอก ล้วนมีแต่ความไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
เกิดขึ้น เพราะมีเหตุ ตั้งอยู่ ได้แก่ขณะที่กำลังเกิดขึ้น หากมีความยินดี ยินร้ายที่เกิดขึ้น ล้วนมีเหตุปัจจัยที่อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น
เมื่อไม่สานต่อ คือ ไม่ตอบโต้หรือปล่อยการกระทำออกไป สิ่งนั้นย่อมจบ หรือดับลงไปเอง โดยไม่ต้องไปคิดจัดการอะไร
กากระทำเช่นนี้ คือ รู้อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่สร้างเหตุใหม่ ภพชาติที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ ย่อมไม่มี จะมีแต่เหตุ และก็เหตุเก่าๆที่เคยทำไว้ ส่งมาให้ได้รับในรูปของเหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพียงยอมรับไป แล้วทุกอย่างจะจบลงไปเอง
ชีวิตของทุกคนไม่มีความแตกต่าง อยู่กับความยินดี ยินร้าย เฉยๆ ตลอดเวลา ยินดี ก็มีเหตุ ยินร้ายก็มีเหตุ เฉยๆก็มีเหตุ สามารถเกิดขึ้นได้กับคน สัตว์ สิ่งของ ทั้งที่รู้จัก และ ไม่รู้จัก
ผัสสะ - ไม่ว่าจะอยู่ในที่ไหนๆ ผัสสะต่างๆที่ทำให้เกิดความรู้สึกยินดี ยินร้าย ล้วนเกิดจากเหตุปัจจัยที่มีอยู่ ผัสสะต่างๆ เหล่านั้น ล้วนเป็นผลของเหตุในอดีตที่เคยทำมาแล้ว ด้วยความไม่รู้ ทำตามความรู้สึกนึกคิดว่าถูก ผิด ดี ชั่ว ที่เกิดจากความชอบ ชัง รัก โลภ โกรธ หลง ที่เกิดจากตัณหา ความทะยานอยากต่างๆ ที่มีอยู่ในจิต
เมื่อความไม่รู้ ยังมีอยู่ ไม่รู้ว่าผัสสะต่างๆ เหล่านี้ เกิดขึ้น จากอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้น เมื่อไม่รู้ ก็หลงสร้างเหตุใหม่ให้เกิดขึ้นอีก ทำเดิมๆซ้ำๆ กับสิ่งเดิมๆซ้ำๆ ที่มีแสดงให้เห็นในรูปแบบต่างๆ ทั้งๆที่ผลได้ัรับเหมือนเดิม คือ เหตุใหม่ ที่เกิดไม่รู้จบ (never ending story)
อาหารของจิต - จิตต้องการ อาหาร เหมือนกับที่ร่างกายต้องการอาหาร แต่อาหารของจิตมีความแตกต่างกับกาย อาหารของกายอยู่ในรูป มีลักษณะรูปเป็นเหตุ แต่อาหารของจิต มีปรากฎอยู่ในสภาวะของอรูปเป็นเหตุ อาหารของจิต คือ สมาธิ หากไม่มีสมาธิ หล่อเลี้ยงจิต จิตจะมีแต่ความฟุ้งซ่าน มีแต่ความคิด หาความสงบได้ยาก เมื่อจิตมีสมาธิ จะทำให้จิตมีกำลัง ทำให้นิวรณ์ต่างๆ สงบลงไปได้ชั่วครั้งชั่วคราว
ภาษา - ภาษาใดๆ ล้วนไม่สำคัญ (ภาษาอังกฤษ, ภาษาญี่ปุ่น ภาษาไทย) สภาวะที่แท้อยู่เหนือกาลเวลา รู้แล้วรู้เลย ไม่มีคำเรียกใดๆ ภาษาต่างๆ ล้วนใช้สื่อสารตามยุค ตามสมัย ตามเหตุปัจจัยที่มีอยู่
รักษาศีล โดยไม่ต้องคิดรักษา การพยายามรักษาศีล ประคับประคองศีล เพื่อหวังผลที่จะได้อะไร-เป็นอะไร ล้วนเป็นเพียงศีลลัพพตปรามาส ได้แค่ลูบคลำเปลือกของศีล แต่เข้าไม่ถึงแก่นแท้ของศีล จิตต้องปราศจากความพยายามที่จะรักษา หรือ พยายามทำให้เกิดขึ้น การรักษาศีลที่ให้ประโยชนสูงสุดทั้งตัวเอง และผู้อื่น คือ การหมั่นรู้ชัด-ภายในกาย-ในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม
วิธีนี้ทั้งตัดภพชาติให้สั้นลง และดับเหตุที่เป็นต้นเหตุ ของการเวียนว่ายในวัฏสงสาร ทุกเรื่องราว ล้วนเกิดจากเหตุ จนกว่าจะรู้แจ้งเห็นตามความเป็นจริงด้วยตัวเอง ถึงจะเข้าใจและรู้ขัดในสิ่งที่เกิดขึ้น
(แหล่งที่มา : เอามาจากการถอดเทป) ไม่ได้เขียนเอง

